• img
  • img
  • img
  • img

วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

หลวงพ่อเฉลิมโชค ฉันทชาโต


 
เมื่อประมาณต้นปีจอ พ.ศ.  ๒๕๓๗  วันอาทิตย์ที่ ๑๓ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ก่อนวันมาฆบูชาเล็กน้อย มีชายผู้หนึ่งหายไปจากสังคมผู้คนอย่างลึกลับรูปพรรณสัณฐาน : สูงโปร่ง สันทัด ๑๗๖ ซ.ม.

ผิวเนื้อ : ดำ-แดง-เหลือง (เปลี่ยนสีได้) ผมหยักโศก
อายุ : ประมาณกลางคน
อุปนิสัย : ใจเย็นบางที-ใจดีบางวัน สุภาพอ่อนโยน
สถานะ : ตรวจสอบข้อมูลทางโลก ไม่มีเรือน-ไม่มีลูก
อาชีพ  : ได้ยินแว่วๆ  ว่าเคยเป็นครูสอนกฏหมายอยู่ กทม. 

"อ๊อ ! ฉันรู้จัก...ฉันรู้เรื่องดี" (เสียงหญิงวัยหกสิบต้นๆ อุทาน)
"ท่านบวชเป็นพระไปแล้ว นู๊น! วัดบ้านแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ อุบลราชธานี" 

ทำไมยายรู้ดีล่ะ ? (เสียงชายคนหนึ่งถาม)
"ฉันเป็นแม่ท่าน...ที่อุตรดิตถ์ท่านชวนฉันไปคนเดียว"
 
ทำไมท่านถึงบวชล่ะยาย ?
"ฉันไม่รู้ ท่านไม่เคยระแคะระคาย ไม่มีวี่แววด้วยซ้ำ อยู่ๆ ก็มาชวนไปอุบลฯ แถมยังพูดอีกว่า...ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไร"
"ยายยังอิดเอื้อนว่า...ทำไมต้องไปบวชไกลๆ บวชแถวนี้ก็ได้ พวกญาติพี่น้องจะได้มาร่วมอนุโมทนาด้วย"
ท่านไม่พูดอะไร...เงียบ ! ยายรู้นิสัยท่านดี จึงไม่เซ้าซี้
"แล้วจะไปเมื่อไร ?"
พรุ่งนี้ !
"บวชเสร็จตอนบ่ายสองโมง ยายก็รีบกลับอุตรดิตถ์เย็นนั้นแหละ"
 
"พวกผมไม่รู้เรื่อง นึกว่าหายไปไหน ที่แท้ก็กลายเป็นพระไปแล้ว"
"แล้วท่านจะสึกเมื่อไหร่ไม่รู้  คุณยายถามได้มั๊ย ?"
"เออ ! ยายไม่ได้ถาม  แต่ท่านบอกว่าสร้อยทองนั้นยกให้ยาย  ส่วนเสื้อผ้าและสิ่งของทั้งหลายให้นำไปแจกจ่ายให้ด้วย  ไม่ต้องเก็บไว้...ยายฟังก็ยังงงๆ อยู่"
 
"บวขจริงๆ เหรอ"
ชายกลุ่มนั้นอุทาน ทำท่านมึนๆ งงๆ แล้วก็พากันกลับไปแบบเงียบๆ ท่านคงหาที่พึ่งได้แล้ว "ปล่อยท่านไปเถ๊อะ"
 
  

ธุดงค์เถื่อน
 
ธุดงค์ แปลว่า องค์แห่งการละกิเลส 

ที่ว่าเถื่อน เพราะบวชได้เดือนเดียวก็ออกธุดงค์เลย ใบสุทธิก็ยังไม่ได้ทำ บัตรประชาชนทางโลกก็ไม่มี ไม่มีหลักฐานอะไรเลย
 
ไปตั้งต้นเดินที่อำเภอจุน จังหวัดพะเยา เดินไปครึ่งวัน ถูกรองเท้าตัวเองกัด จึงถอดเหน็บติดย่ามไว้ เดินไปถึงตอนบ่าย บ่าเจ็บ บริขารเริ่มหนักหาที่พักข้างทาง ตรวจดูบริขารที่ไม่จำเป็นจึงเอาออก รวมถึงรองเท้าด้วย ไม่เอามันละ หยิบวางไว้ข้างทาง ถ้ามีใครมาพบเจอก็เอาไปเถอะ เราสละแล้ว ไม่เป็นโทษ

พอใกล้ค่ำ มองหาที่พัก ได้วัดแห่งหนึ่งพออาศัยสรงน้ำ ปักกลดเสร็จ แล้วนั่งพิจารณาตนเองถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งวัน...เริ่มเห็นทุกข์ 

-  บ่า + เท้าแตก – พอง ทุกข์เพราะสังขารร่างกาย
-  บริขารหนัก รุงรัง ทุกข์ เพราะความโลภสัมภาระ
 
 
จึงเริ่มรู้จักที่จะต้องละสละสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสีย จิตจึงอุทานขึ้นว่า...
อ๊อ! นี่แหละ… ที่เรียกว่า “ธุดงค์” ล่ะเกิดความปิติอยู่ขณะหนึ่ง ซาบซึ้งในคุณของธุดงค์ยิ่งขึ้น ทำให้มีกำลังใจที่จะเดินต่อไปในวันพรุ่งนี้

ในแต่ละวัน จะมีกำลังใจให้เกิดขึ้นจากการพิจารณาในแต่ละเรื่องๆ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจึงทำให้หายเหนื่อย และไม่ท้อแท้ที่จะเดินต่อไป ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันช่างทุกข์เหลือทน บางวันก็อยู่ด้วยการปลอบใจตนเองว่า “ลำบากแล้วได้บุญ ดีกว่าสบายแล้วไม่ได้อะไรเลย” สังขารร่างกายมีไว้ให้ใช้ตอนเป็น ตายไปใช้ไม่ได้ เลยรีบใช้ให้คุ้ม

เอาเถอะ! ลำบากเสียชาตินี้ จะได้ไม่กลับมาเกิดให้ลำบากอีกต่อไป...
สารพัดอุบายที่ผุดขึ้นในจิต จึงได้คิดขึ้นว่า...นี่แหละ เหตุที่พระศาสดาให้เราเดินดงจะได้เห็นทุกข์เมื่อเห็นทุกข์ ปัญญาจึงเกิดขึ้น  “ไม่ทำเหตุ-จะเกิดผลได้หรือ?”

ก็เลยชอบที่จะอยู่ตามป่าเขาลำเนาดงเรื่อยๆ มา หลายเดือน เป็นปี เห็นความอัศจรรย์ในพระธรรมยิ่งขึ้น จึงเดินธุดงค์จะไปอินเดีย ไปถึงชายแดนแม่สายจังหวัดเชียงราย ไปยืนดูอยู่ห่างๆ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เห็นมีการยื่นเอกสารต่างๆ นานา หลายใบจึงเดินไปถามเจ้าหน้าที่...

-  ถ้าพระจะไปต้องมีเอกสารเหล่านั้นมั้ย ?
-  ต้องใช้ครับ ! สำคัญในฝั่งพม่า เคยมีพระถูกจับขังตัว

จึงรู้ตัวเราเองดีว่า “ธุดงค์เถื่อน” ไม่มีอะไรซักอย่าง ! ในที่สุดก็เลยวาง “ไปไม่ได้ ก็ไม่ไป”

ป.ล. หลังจากนั้นมา พ.ศ. ๒๕๔๗ มีโยมถวายตั๋วเครื่องบินให้ ก็เลยได้ไป เมื่อครั้ง พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้มาจำพรรษาที่ประเทศอินเดีย ตั้งแต่นั้น ญาติธรรม นิมนต์ไปทุกปีเพื่อนมัสการสัสงเวชนีย ๔ สถาน

ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว
ขอขอบคุณ : ภาพจาก www.somchartlee.com
 
 

อัศจรรย์  “การรู้เอง”

ในที่สุด... ก็ธรรมะนั้นแหละสอนเรา แต่เขาไม่ได้สอนแบบคนที่มานั่งอธิบายกัน มายกตัวอย่างเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยอะไรกัน แต่มันสอนด้วยสภาวธรรม

ตรงนี้แหละเกิด “ความรู้” ขึ้นมาว่า เข้าใจแล้ว ว่าทำไมท่านทั้งหลายที่ไปนั่งประพฤติปฏิบัติ เข้าป่า เข้าถ้ำ อยู่ป่าช้า อยู่เขา ไม่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไปเทศน์ให้ฟัง ไปคอยสอน แล้วเกิดความรู้ เกิดปัญญาต่างๆ ขึ้นด้วย วิธีใด

เข้าใจ ! พอเข้าใจแล้วมันก็ เชื่อ ! ซิว่า เชื่อ ! ว่า ความรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนจากโรงเรียน ในชั้นเรียน หรือจากการอ่านหนังสือ หรือจากการฟัง การรู้ของพระพุทธเจ้ารู้จากสภาวธรรม ทั้งหลายที่ท่านประสบพบเจอแล้วมันก็จะมีเหตุผล   บอกขึ้นในจิต สติปัญญาจะหาเหตุหาผลของมันเอง จากสภาวะที่ได้พบเจอนั้น บอกเอาจนละเอียดลออ จนแตกฉานเลยแหละ

เชื่อว่าพระองค์ตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง  หมดสงสัย  เมื่อมาเทียบกับของตัวเองก็คิดละก็.....อืม งั้นเราไม่ต้องไปเรียน ไม่ต้องไปศึกษาแบบทางโลก นั่งสอบ ข้อสอบ ตอบข้อสอบ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ก็เลยเรียนเอง สอบเอง 
 
ที่มา : หนังสือธรรมส่องทาง 
 

อุบาย ! ๘ พรรษา ๒ ปี
 
ตอนที่เข้าป่าใหม่ๆ ก้มหน้าก้มตาอยู่ป่าอยู่ดง ปฏิบัติๆๆๆ เราไม่มีพรรษา ของเราไม่ออกพรรษา เข้าพรรษามันทั้งปีทั้งชาติ ปีนึง เอามัน ๔ พรรษาเลย สามเดือน ๔ เที่ยว ๒ ปี จวกไป ๘ พรรษาแล้ว กลัวตายสะก่อน เลยนับทีปีละ ๓ พรรษา กลัวตายก่อนกิเลสมันไม่ทันสะเทือนหรอก

เราคิดอย่างนี้เลย อุบายของเราเองนะอันนี้อุบายของเราเอง ถ้าไปคุยกับทางโลก เขาจะรังเกียจเอาก็ได้นะ ว่าทำไมทำตัวไม่เหมือนชาวบ้าน ชาวเมือง ทำตัวเหมือนชาวบ้านชาวเมือง กิเลสทันไม่กลัว ใครทำตัว เหมือนชาวบ้านชาวเมืองได้แล้ว มันสิ้นกิเลสได้ อุ้ยๆ เจริญพร ! สาธุด้วย !  

แต่ของเรามันหนาออกพรรษาไม่ได้ ใครจะว่ายังไงหว้า ??  
 

ฉันออกพรรษา ไม่ได้เลย อืมๆ... ดันบวชเอาเมื่ออายุเยอะ เขาบวชกัน ๒ รอบ อายุ ๒๐ ถึง ๒๔ ถือว่า ๒ รอบ แต่เราบวช สามรอบแล้ว เอาโลกให้มันแจ่มแจ้งเหมือนกัน ก็เลยนั้นและมีกุศโลบายให้กับตังเองว่า เราบวช เมื่อตอนอายุเยอะนะ เราไม่ได้บวชเมื่อตอน ๒o - ๒๑ นะ ดังนั้นเราจะมามัว เอ้อระเหย เหมือนกับคนที่มาบวชตั้งแต่หนุ่มแต่แน่นไม่ได้หรอก

เราต้องเป็น ๒ เท่า ของความขยันต่างๆ ทั้งหลาย จะต้องเร่งให้ทันเขา ปีนึง ๔ พรรษา สองปี ๘ พรรษา สามปี ๑๒ พรรษา

นึกของตัวเองอยู่ อย่างนั้นแหละ ข้างใน ๒ พรรษาละนะ ครึ่งปี ๖ เดือน ๒ พรรษาแล้ว ได้อะไร ? พอผ่านไปปี ๔ พรรษาละนะ ๑ เทอมละนะ ๑ เทอมของการเมือง วาระ ๔ ปี

เออ... อุบายเหล่านี้มันผุดขึ้นของตัวเอง ไม่มีเวลาให้ ตัวเองไป อีลุ่ยชุ่ยแฉะ ไอ้นิสัยตรงนี้ไม่รู้ มันเกิดขึ้นเองนะ เราก็ตรวจดูมันเหมือนกันนะ
 
ที่มา : หนังสือธรรมส่องทาง 

รรมะป่า วิบากกรรม ...
 
ตอนที่เข้าป่า ได้ทราบข่าวว่าสัตว์ทั้งหลาย อมุนษย์ทั้งหลายพูดภาษาคนกันไม่รู้เรื่อง ได้ข่าวมาว่ามันจะทำร้ายเอาได้อย่างง่ายดาย คือคนที่มีบาปหนา ทำชั่วมามาก ถ้าว่าทำดีมามากก็อุ่นใจว่าคุณของความดีช่วยคุ้มครองอะไรเราบ้าง นั้นแหละต้องไปเจอกับอมนุษย์ ดิรัจฉาน อสรพิษ สัตว์ดุร้าย เปรต ผี คุยภาษากันไม่รู้เรื่อง เทพเทวดายุติธรรม จะอ้อนวอนติดสินบนกันไม่ได้ ให้ไปเอาของจริงทั้งนั้นเลยนะ แต่ละที่ที่พระพุทธเจ้าชี้ให้ไปถ้ำ กองฟาง เรือนร้าง ป่าช้า ป่าดิบ ป่าชัฏ ที่นั้นไม่มีคน ไม่มีมนุษย์ มีแต่อมนุษย์ เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง เอาความจริงนั้นสู้กัน กล่อมไม่รู้เรื่อง คารมใช้ไม่ได้ ต้องเอาความจริงอย่างเดียวจริงใจ ไปคุยกับแมลงวันแมลงหวี่รู้เรื่องหรอ 

เฮ้อ ! นี่พระนะ มึงอย่าตอม ไม่รู้เรื่องหรอก ! มันตอม เอาจนมุดอย่างกะหมา เลยเนี่ย นู้น ! ที่ป่าทุ่งใหญ่ ถ้ามุดเหมือนหมา นี่ๆ พระสุรเชรษฐก็เหมือนหมาด้วย ไปมุดด้วยกัน อื้มๆ รถไปเสียที่กลางทุ่งใหญ่นี่แหละ ฝนตกด้วย อุ๊ย ! แมลงอะไรก็ไม่รู้ มาตอมวะ มากันยกกันใหญ่ คุยไม่รู้เรื่อง แผ่เมตตาก็ไม่ฟัง เอากะมันซิ ไอ้เราก็บอกมันเชื่อธรรมะอะไรเนี่ย มุดเน้อ มุดแล้ว  ก็เอาจีวรคลุม พอพิจารณาธรรมดู มันเลยบอกว่า “ป่า” ไง

ถ้าคุยรู้เรื่องจะเรียกว่า ป่าหรอ แกทำวิบากมา จะต้องถูกตอมให้รำคาญ เมื่อแกรับการรำคาญนี้ได้ก็หมดกัน จบกัน เออ ! จะให้รับกรรมหรอ ? งั้นรับก็รับ แกคิดว่าแกไม่เคยไปตอมคนอื่นมาก่อนหรอ ตอมคือกวน ไม่เคยไปรบกวนคนอื่นไง เคยวะ ! เคยพอรู้เรื่องก็ปล่อยให้ตอมไป แต่คลุมผ้านะ มุดเป็นหมาจริงๆ คิดว่าจะรอดไม่รอดหรอกโผล่ออกมา โดน ! เลยคลุมอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง แล้วมันก็หายไป พอหายไปก็คิดว่า คงหมดวิบากแล้ว พิจารณาอย่างนั้นก็ว่า “ใช้กรรม” พอมันเกิดอะไรขึ้นกับเราที่จำจะต้องอดทน คือการใช้กรรม ให้ยินดีใช้กรรม กรรมจะหมดเร็ว อะไรที่มากระทบจิต กระทบใจ โดยที่เราไม่ปรารถนาทั้งหลาย เราถือว่าเราได้ใช้กรรม ถ้าไม่ยินดีใช้กรรม ก็ไม่หมด โมโหก็ไม่ได้ ต้องเต็มใจใช้นะ ถึงจะหมดเร็วกว่า  
 
ที่มา : หนังสือธรรมส่องทาง 
  

{ สารพัดอัศจรรย์ }  เขาถ้ำที่ทองผาภูมิ

ขณะที่นั่งสมาธิ อยู่ในถ้ำมืดมิด ซึ่งแสงทั้งหลายส่องเข้าไปไม่ถึงเลย หลับตาได้ครู่หนึ่ง ปรากฏเห็นเม็ดดิน เม็ดทรายชัดเจนอยู่ต่อหน้า ครั้นลืมตาขึ้นดูก็มืดมิด หยิบไฟฉายส่องดู... เออ! เหมือนที่เห็นในนิมิตเลย แต่ชัดเจนไม่เท่า นั่งงุนงงอยู่ พักหนึ่ง...ไม่รู้ว่าอะไร ? จึงตัดบทว่า  “ช่างมันเฮ๊อะ” 
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว 

{ สารพัดอัศจรรย์ }  มุดถ้ำเม่นเมืองกาญจน์
 
เป็นถ้ำลึกลับ ซอกแซก มีหลุมมีบ่อ มีแท่น ทั้งปีนขึ้น ปีนลง มีเม่นฝูงหนึ่งอาศัยอยู่เวลากลางคืนจึงจะเห็นมันออกมาหากิน ได้ยินเสียงขนแข็งๆ กระทบกันค๊อกแค๊กๆ ไม่กล้าส่องไฟดูมันตรงๆ ... กลัวมันสลัดขนใส่ ขนเม่นจะแหลมยาว ได้อาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ ๑ เดือน 
       
กลางคืนได้นั่งเพ่งกสิณไฟ จุดเทียนแล้วนั่งจ้อง บริกรรมว่า “เตโซๆๆๆ ” สลับกับคำภาษาไทยว่า “ไฟๆๆๆ”

บริกรรมหูดับตับไหม้ พอแสบตาก็หลับตาลง หายแสบก็เริ่มใหม่ จนกว่าเทียนจะหมดเล่ม บางทีก็เพ่งเฉยๆ ไม่บริกรรม เมื่อหลับตาลงก็เห็นดวงไฟกลมๆ ลอยเด่น อยู่เบื้องหน้า มีการเปลี่ยนสีได้ จากเหลืองเป็นแดง – ส้ม – เขียว – ดำ – ขาว แล้วก็จางหายไปในที่สุด จิตก็สงบอยู่อย่างนั้น...

อยู่ๆ ก็เห็นตัวเลขอารบิคลอยมาใสๆ ชัดเจนมาก “926” แล้วจิตก็ถอดออกจากสมาธิ

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงอะไร รุ่งขึ้นมีคนมาแถวถ้ำ เขาคุยกันเรื่องเลขหวย งวดนี้จะซื้ออะไร? คนนี้คนนั้นก็บอกต่างๆ กันไป มีคนหนึ่ง หันมาถามพระเป็นทีเล่นทีจริง แล้วท่านไม่ซื้อบ้างหรอ?  พูดแกมหัวเราะ ฮึ ฮึ

เราเห็นเขาพูดเกมเล่น ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง ก็เลยหลุดออกไป “926” ล่ะมั๊ง ?  หลังจากนั้นไม่กี่วัน มีโยมนำสังฆทานมาถวายที่ถ้ำ มีทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่หลายคนด้วย คนนึ่งพูดว่า “พอดีถูกหวย จะมาถวายสังฆทานท่านค่ะ”

"แหม! ท่านให้ตรงเป๊ะเลย อย่าลืมงวดหน้านะคะ”  

อ้าว ! เราพูดเล่นๆ ตามนิมิต ไม่คิดว่าเขาจองจับอยู่ ดีนะที่มันแม่น ถ้ามันผิดเขาต้องเสียหายเป็นทุกข์ เราก็ต้องบาป คิดอยู่ในใจว่า... ต่อไปถ้าจะพูดอะไร จะต้องตรึกตรองให้รอบคอบ เราเป็นพระจะพูดเล่นๆ นั้นไม่สมควร 

เมื่อตำหนิตัวเองแล้ว อดที่จะนึกไม่ได้ว่า... ตัวเลขมันวิ่งมาให้เราเห็นได้อย่างไร ??

เฮ้อ!... อัศจรรย์อยู่เหมือนกัน แต่ในที่สุดก็บอกตนเองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ “ช่างมันเฮ๊อะ” 
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว
ขอบขอบคุณ : ภาพจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 
    
  { สารพัดอัศจรรย์ }  คิดจะเปลี่ยนนิกาย
 
คิดอยู่ในจิตว่าหลวงปู่หลวงตา หลายรูปที่ท่านปฏิบัติได้รับมรรคผลส่วนมาก ได้ยินว่าท่านบวชนิกายธรรมยุต อีกจิตหนึ่งก็บอกว่า มหานิกายก็บรรลุได้และมีมาก่อนเก่าด้วย ชื่อนิกายนั้นไม่เป็นประมาณหรอก อยู่ที่ผู้ประพฤติต่างหาก นิกายใดๆ ก็ถือศีลเดียวกัน มรรคองค์แปดเช่นกัน โพธิปักขิยธรรมสามสิบเจ็ดข้อเหมือนกัน อยู่ที่ทำจริงหรือไม่ 

หลังจากได้คิดเช่นนั้นมาหลายวันได้มาปรากฏในนิมิตว่า...
มีหลวงปู่มั่นมาหา และบอกว่า “นิกายนะ ! ไม่ต้องเปลี่ยนหรอกถึงอย่างไรข้างในท่านเป็นธรรมยุตอยู่แล้ว” ออกจากนิมิตมารู้สึกสบายใจ เลิกกังวลเรื่องนี้อีกต่อไป 

แต่ก็อัศจรรย์อยู่ในใจว่า...
เราคิดของเราอยู่คนเดียว แล้วท่านมารู้ของเราได้อย่างไร
ทั้งๆ ที่ท่านมรณภาพไปแล้ว

นั่นน่ะซิ !! แต่ถึงกระนั้นก็ต้องวางนิมิตนั้นๆ เสีย 
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว 
   
   {สารพัดอัศจรรย์}  คำบริกรรม
 
ครั้งหนึ่งได้พิจารณาเรื่องคำบริกรรมของแต่ละสำนัก ซึ่งใช้แตกต่างกันไป ซึ่งของเราใช้ “เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ” ทำไมไม่เหมือนกัน ในเมื่อศาสนาเดียวกันแท้ๆ แล้วคำบริกรรมใดล่ะ ที่ถูกต้องได้ผล 

จิตตอบมาว่า... คำใดก็แล้วแต่เถอะ ! ขอให้บริกรรมแล้วจิตนิ่งสงบลงได้ เกิดปัญญาหาอุบายมาทำลายล้างกิเลส โลภ โกรธ หลง ให้หมดไปจากจิตใจได้ ถือว่าได้ผลทั้งนั้น 

อย่ามัวติดใจสงสัยอยู่เลย ! อย่ามัวเถียงกันเลย !

อยู่มาวันหนึ่ง นิมิตเห็นหลวงปู่สด วัดปากน้ำภาษีเจริญเห็นกายท่อนบนท่านอยู่ในวงรี ลอยอยู่เบื้องหน้าเรา ในจิตคิดว่า... เป็นเพียงภาพหรือองค์จริง ท่านกระพริบตาให้เห็น จึงทราบว่าองค์จริง จึงถามท่านว่า... “หลวงปู่... ในสมัยที่หลวงปู่ปฏิบัติธรรมอยู่ หลวงปู่บริกรรมว่าอะไร" ท่านตอบว่า “ใช้ เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ”

แล้วท่านก็ย้ำอยู่คำเดียว “นขาๆๆๆๆ” แล้วท่านก็หายไป
ในจิตก็คิดว่า... “เฮ้อ! ท่านก็ยังใช้ของพระพุทธเจ้า” ออกจากนิมิตมาก็ยังอัศจรรย์ และดีใจว่า “แม้หลวงปู่สดก็บริกรรมเหมือนเรา” ท่านมาเมตตาเป็นอัศจรรย์ เพื่อให้มีความ มั่นใจ !
       
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว 
  
{สารพัดอัศจรรย์}  พลิกจิต
 
ครั้งหนึ่งได้นิมิตว่านอนอยู่บนเก้าอี้ที่เอนได้ เห็นพระพุทธเจ้าเข้ามายืนอยู่ข้างหน้าๆ พระองค์ตรัสว่า... “พลิกจิตซิ”

เรางุนงง เพราะไม่รู้ว่าจะพลิกอย่างไร พระองค์ทราบในพระทัยว่า เรางุนงงในวิธีทำอยู่ ทันใดพระองค์ก็นำพระหัตถ์คว้าลงไปที่ตรงหัวใจของเราแล้วจับหมุนหนึ่งรอบ และตรัสว่า “แค่นี้แหละ” พระองค์แย้มพระโอษฐ์น้อยๆ แล้วก็เสด็จดำเนินไป...

สายตามองตามพระองค์ไป ส่วนมือจับตรงหัวใจที่ท่านหมุน เหมือนยังๆๆๆ  อยู่  ออกจากนิมิตมา ยังคิดอยู่ว่า

“แล้วเราจะพลิกให้ผู้อื่นได้ยังไง ? ”
อุทานอยู่ในใจว่า “พระพุทธเจ้าอัศจรรย์จริงหนอ”
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว
   
   { สารพัดอัศจรรย์ }  หลวงปู่มหาบัว
 
เคยไปที่วัดบ้านตาด แต่ไม่พบองค์ท่าน เคยไปสวนแสงธรรม เพื่อจะกราบท่าน แต่ท่านกำลังแสดงธรรมอยู่ จึงนั่งฟังธรรมอยู่ด้านนอก คิดว่าท่านแสดงเสร็จจะเข้าไปกราบ ปรากกฏว่านั่งฟังได้ประมาณ ๑๕ นาทีฝนตก ท่านหยุดเทศน์ คนหลบฝนเต็มศาลา ในที่สุดก็เลยไม่ได้กราบท่าน 

แต่ว่าในนิมิตนั้น ได้พบกับท่านเป็นระยะๆ หลายครั้งอยู่ ครั้งหนึ่งท่านไปหาที่สำนักวัดป่ากล้วย ไปถึงกุฏิปั๊ป! ท่านนั่งเลย นิมนต์ ท่านให้นั่งตามที่จัดให้ ท่านบอกไม่เป็นไร

ท่านเมตตาเรียบง่ายมาก แล้วท่านก็ปรารถธรรมหลายๆ เรื่อง แล้วท่านก็กลับ

เป็นอย่างนี้หลายครั้งอยู่ มีหนหนึ่งที่ปรากฏในนิมิต ก่อนท่านมรณภาพเล็กน้อย อยู่ๆ ท่านก็ปรากฏในกระเอวเรา มือทั้งสองท่านกอดคอเราไว้ มองที่ใบหน้าท่านยิ้มสวยงาม ปากอมหมากอยู่ด้วย ในจิตคิดว่าทำไมมาให้เราอุ้ม เหมือนอุ้มเด็กเลย เมื่อมองไปที่เท้าข้างที่ยื่นไปข้างหน้า เห็นผ้าพันแผล จึงทราบว่าเท้าเจ็บเดินไม่ได้

อุ้มท่านเพื่อจะนำไปกุฏิ ถึงกุฏิหลังเล็กๆ คิดในใจว่า... ทำไมให้ท่านอยู่หลังเล็กๆ ท่านเมตตาโลกไว้ตั้งมากมาย น่าจะสร้างถวายท่านให้สบายบ้าง ทันใดมีพระรูปหนึ่ง เดินเข้ามาบอกว่า ให้นำท่านไปที่หลังโน๊น เรามองตามที่ท่านชี้ให้ดู

เฮ้อ ! หลังนี้แหล่ะ จึงจะเหมาะสมสำหรับท่าน ส่งท่านแล้วเราก็กลับ หลังจากนิมิตแล้ว จึงได้เล่าให้ญาติธรรมฟัง

โยมผู้หนึ่งทราบข่าวมาว่า “หลวงตาป่วยอยู่โรงพยาบาล เป็นแผลที่เท้า เดินไม่ได้” ซึ่งตรงกับนิมิตเช่นกัน เราก็ได้แต่รำพึงว่า... นิมิตนี่ก็อัศจรรย์จริงหนอ ?

อีกไม่นาน ท่านก็ละสังขารหยาบลง ในเบื้องหน้านั้นไม่ห่วงท่านเลย ในเมื่อท่านสั่งสอนพวกเราให้นิพพาน แล้วท่านเองจะไปที่ไหนเล่า ?
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว 

{ สารพัดอัศจรรย์ }  เณรหน้าไฟ
 
ประเพณีไทยพุทธอย่างหนึ่ง เมื่อมีคนตาย ในวันเผาศพจะรับสมัครคนบวชเณร ส่วนมากจะเป็นลูก – หลาน หรือคนสนิทสนมมาบวช พอเผาผีเสร็จก็ลาสิขา (สึก) กันเย็นนั้นแหละ บวชพักเดียว
 
มีอยู่ศพหนึ่ง  คุณตาตาย หลานเล็กๆ วัย ๗ – ๘ ขวบ บวชเณรหน้าไฟให้ ด้วยความเป็นเด็กยังสำรวมไม่เป็น มาวิ่งเล่นกันเสียดังใกล้กุฏิ นึกตำหนิว่าการบวชอย่างนี้จะมีประโยชน์อะไร
 
  • เณรน้อย ! ... มานี่เร็ว ! (เราก็หาเรื่องคุยด้วย)
  • บวชมาต้องท่องคำบังสุกุลให้ได้ ถึงจะได้บุญรู้มั๊ย ! 
“อนิจจา  วะตะ  สังขารา     อุปปาทะวะยะธัมมิโน
อุปปัตชิตะวา  นิรุจชันติ    เตสัง  วูปะสโม  สุโข”
 
เขียนตัวโตๆ ให้ท่องให้ได้ ไม่เช่นนั้นคุณตาจะไม่ได้รับบุญ ตอนสี่โมงเย็น พระจะมาสวดก่อนเผา คอยฟังไว้นะ ถ้าพระสวดว่า “อนิจจา” เราก็ว่าตามเลย 
 
หลังจากเผาแล้ว ๕ วัน คนตายมาบอกในนิมิตว่า... “ที่เด็กๆ บวชเณรให้ ผมได้รับส่วนบุญแล้วนะ” แล้วก็หายไปออกจากนิมิต มานั่งพิจารณาถึงการบวชหน้าไฟ
 
“เออ...ได้ผลบุญเหมือนกัน จะไปดูถูกไม่ได้เชียวนา” ต้องขอบใจผีคุณตา นั่นด้วย ที่ช่วยมาให้คลายความสงสัย เพราะบางคนก็ยังกริ่งเกรงอยู่ในใจว่า “....บุญที่ทำต่างๆ อุทิศไปนั้น ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด เพราะไม่เห็นคนตายมาบอกบ้างเลย...” นี่ไง! มาบอกแล้ว
 
“บุญนี่อัศจรรย์หนอ! ไม่มีตัวตนแต่มีผลได้จริง”
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว

       { สารพัดอัศจรรย์ }  ถ้ำเชียงดาว (เชียงใหม่)
 
ภูเขาเชียงดาว จะมีถ้ำเล็กถ้ำน้อย อยู่รอบๆ หลายถ้ำ ได้ไปนั่งภาวนาอยู่บริเวณนั้นๆ ประมาณ ๑ เดือน อากาศค่อนข้างเย็น – วิเวกดี คืนหนึ่งตรงกับ วันเพ็ญเดือน ๑๒ นั่งคู้บังลังก์ตั้งแต่หัวค่ำ อยู่ที่ถ้ำหลวงปู่มั่น (ท่านได้เคยมาภาวนาอยู่ที่เงื้อมเขาตรงนี้) 

ประมาณ ๒ - ๓ ทุ่ม มีเสียงมหรสพ และจุดพลุสนุกสนานอยู่หน้าเขา ชาวบ้านจัดงานลอยกระทงกัน เราก็เลยออกจากสมาธิ – แผ่เมตตา เอนตัวลงนอนตะแคงขวา (ฝึกไว้อย่างนั้น) อยู่ๆ ได้มีชายคนหนึ่ง วัยกลางคนเข้ามาในนิมิต มาถึงก็ก้มลงกราบปลายเท้า 

ใครกันหรือ ?   ไม่มีเสียงตอบ
มาทำไมหรือ

“มากราบลาท่าน... จะไปเกิด” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปในอากาศ มองตามไปเห็นรถปิ๊คอัพสองแถวคันหนึ่ง จอดรออยู่กลางอากาศ นั้นแหละ บรรทุกคนจนล้นคัน พอชายผู้นี้ขึ้นเกาะได้ รถก็ออกวิ่งอย่างเร็วเชียว

อัศจรรย์อยู่ในใจว่า... เออ ! ผีนี้ก็รู้จัก ไปลา – มาไหว้ เหมือนกัน 
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว 
ขอบขอบคุณ : ภาพจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ www.hotelandresortthailand.com

    { สารพัดอัศจรรย์ }  ครูชื่องู
 
ครั้งบวชใหม่ๆ ได้ประมาณ ๓ พรรษา ไปหาที่วิเวกที่ภาคใต้บ้าง เพราะในใจคิดเอาไว้ว่า จะธุดงค์ไปให้ทั่วทุกภาค การไปนั่นส่วนใหญ่ไม่มีจะหมายว่า จะไปที่ใด สุ่มๆ ไป พบเจอพระบ้าง โยมบ้างก็พูดคุยสอบถามหาเอา
 
จนกระทั่งไปถึง จังหวัดสตูล อำเภอละงู ชื่อถนน ชื่อหมู่บ้านจำไม่ได้แล้ว มันไม่น่าจำเพราะกันดาร ถนนยังเป็นฝุ่นหนาๆ มีรถวิ่งผ่านก็ต้องอุดจมูกหลบฝุ่น ค่ำที่ไหนก็พักที่นั่น บ้านผู้คนมีห่างๆ ชาวสวนยางพาราทั้งนั้น

ไปจนถึง “ถ้ำระฆังทอง” ซึ่งเป็นชื่อเรียกกันเอาเอง ไม่มีทางการเข้าไปดูแลอะไร พอไปถึงก็หาที่กางกลด เลือกเอาในถ้ำชอบเงียบๆ พักคืนแรกปกติดี วันรุ่งขึ้นพักหายเหนื่อยแล้วก็เดิน – ปีนขึ้นไปสำรวจถ้ำชั้นบน แสงสว่างเข้าไม่ถึง มืดต้องใช้เทียนส่องทาง ถือเทียนด้วย อีกมือก็คอยจับคอยยัน พอถึงชั้นบนจะเป็นที่กว้างและพื้นราบหน่อย มีห้องโถงโล่งเป็นล็อก ๓ – ๔ ห้อง แต่ละห้องมันลดหลั่นกัน เดินลงบ้างขึ้นบ้าง เป็นปล่องถึงกัน ขนาดกว้างตรงปล่องประมาณ ๑ เมตร ปรากฏว่าขณะที่กำลังเพลิดเพลินจากห้องแรกจะไปห้องต่อไป ยืนอยู่ตรงปล่องพอดี...

เทียนดับพรึ๊บ ! มืดอยู่กับที่ มีลมพัดมาดังวู่ๆๆ ล้วงไม้ขีดจะจุดเทียน จุดไม่ได้ซิ ลมมันพัดนี่ จิตหนึ่งคิดว่าเสียงงูเลื้อยกับเสียงลม นี่ดังเหมือนกันนะ ไม่ใช่งูหรอกเพราะมันมีลมกระทบอยู่นี่

เออ ! แล้วถ้างูมันมา นี่จะทำยังไง!  
มืดอย่างนี้ไม่รู้จะหนีไปทางไหน ! แล้วขณะนี้ก็ยืนอยู่ระหว่างปล่องแคบๆ อยู่พอดี  ถ้างูมาก็ชนกันล่ะซิ ไม่มีอะไรป้องกันตัวซักอย่าง
 
อ้าว ! ถ้ามีไม้มีมีดจะตีจะทุบได้หรือ ?  เออ ! ถึงมีก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ผิดศีล ! 

ขณะที่จิตคิดอยู่นั่น สายตาเริ่มปรับแสงได้บ้าง ดีใจว่าพอมองเห็น ก็เลยเพ่งไปที่พื้นด้านหน้า เห็นแสงสะท้อนเข้าตาแว๊บๆ สัญชาตญาณเพ่งย้ำเป็นอัตโนมัติ “งู” ใหญ่ด้วย เพราะสะท้อนยาวเป็นวา มือจับก้านไม้ขีดจะกระแทกจุดเทียน ไม่ได้ ! ถ้ามีเสียงดังมันจะพุ่งเข้าใส่เลยนะ แล้วจะเอายังไง ! แผ่เมตตาเพื่อมันจะถอยหลัง ไม่ถอย ! สวดอิติปิโสฯ เอา คุณพระรัตนตรัยเข้าช่วย ไม่ถอย ! แผ่เมตตายาว อิมินา ปุญญะกัมเมนะฯ ไม่ถอย ! หมดมนต์ภาษาบาลี เอาภาษาไทยบ้าง 

“งูเอ๋ย ! ถ้าเราไม่เคยจองเวรจองกรรมกันมาละก็... อย่าได้ทำร้ายกันเลยนะ.... ฉันน่ะไม่คิดทำร้ายแกเลย คิดไว้ก่อนจะเห็นแกอีก ด้วยสัจจะคำจริง แกก็อย่ากัดฉันนะ บาปนะ! กัดพระน่ะ... พระมาธุดงค์ มาดี มาหาบุญ หากุศล ไม่คิดจะเบียดเบียนใคร ทิ้งบ้าน ทิ้งเมืองมาบวช บวชด้วยความเต็มใจ ไม่มีใครอ้อนวอนแนะนำ เข้าป่ามาดงก็ตั้งใจมาเอง... ไม่ใช่เก่งกล้าท้าทายใครหรอกนะ บางครั้งจิตปรุงแต่งก็นึกกลัว พอกลัวขึ้นมาก็ไม่หลับไม่นอนหรอก สวดมนต์บ้าง ภาวนาบ้าง แผ่เมตตาแล้วแผ่เมตตาอีก หวังจะเอาภูตเอาผีบ้าง เอาเทพยดาบ้างให้ดูแลรักษา ตั้งแต่บวชมา เราไม่เคยคิดที่จะเบียดเบียนใครๆ เลย ด้วยบุญกุศลจากการบวชของพระนี้ ขอยกผลบุญให้เธอด้วย เอาบุญไปนะ” 

ไม่รู้ว่าความคิดมันแล่นมาจากไหนหนักหนา... งูไม่ถอย เลื้อยมาใกล้เท้าแล้วห่างกันคืบเดียว มาช้ามากเหมือนระวังตัวเหมือนกัน คงได้กลิ่นสาบมนุษย์  ถึงเท้ายกหัวถึงมอง โอ๊ย ! พระนิ่ง เย็นเฉียบ บรรยายไม่ถูกหรอก ลดหัวลงหลบตัวเลื้อยหลีกเท้าไปทางขวา ค่อยๆ ลากตัวผ่านเท้าพระไป พอพ้นเท้าแสงสะท้อนก็หายไปอย่างรวดเร็ว 
 
“งูผ่านไปนานแล้ว แต่ทิ้งสิ่งต่างๆ ไว้ให้เป็นการบ้านกับพระมากมาย !
 
ทำไมๆๆๆๆ ในที่สุดก็ต้องบอกตนเองว่า ช่างมันเฮ๊อะ !” 
 
ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว
 
โปรดจิตวิญญาณ
 
บ่ายวันหนึ่งที่ทุ่งสง - นครศรีธรรมราช นั่งสงบอยู่ได้นิมิตว่าฝนตกฟ้าร้องคำรามลั่น มองเห็นภาพที่ท้องฟ้านั้นเป็นนักรบขี่ม้ามือถือดาบ และจับเชือกม้าดึงจนเท้าหน้ายกขึ้น และมีเรือสำเภากำลังจมอยู่ตรงด้านหน้า
 
ในจิตถามนักรบว่า มาทำไม ?
ตอบว่า “ช่วยบังสกุลให้ด้วย”
เราถามว่า : จะให้ทำอย่างไร ?

นักรบนั้นแนะนำว่า “ให้พระชี้ไปที่สายฟ้าที่แลบอยู่นี้แล้วบังสกุลให้ ๔ เที่ยว และแปลเป็นภาษาไทย ๑ เที่ยว”  
ในจิตเราค้านว่า ทำไมไม่ ๓ เที่ยว ……. แปลกนิ !

เราก็เลยทำให้ตามนั้น แล้วภาพก็หายไป ออกจากนิมิตมาขณะนั้นฝนกำลังตก และฟ้าร้องคะนองอยู่จริงๆ แต่ยังไม่ทราบว่านักรบนั้นคือใคร อีกสองวันต่อมาได้ไปที่วัดพระธาตุนครศรีธรรมราชที่ตัวเมือง ไปเห็นภาพที่ฐานอนุสาวรีย์ พระเจ้าตากสินที่อยู่ภายในวัด ซึ่งมีผู้นำมาใส่กรอบไปวางพิงไว้ เป็นภาพเหมือนกับที่เราเห็นในนิมิต จึงรู้ว่านักรบนั้นคือ พระเจ้าตากสินนี่เอง ทบทวนดูจึงได้ทราบเหตุแห่งการมาทุ่งสงในครั้งนี้

ที่มา : หนังสือที่พึ่งหนึ่งเดียว
 
 
 

ย้อนกลับ



ขอขอบพระคุณ :
- แม่ชีพุทธิตา ชยานันโท, แม่ชีณัฐชานันท์ ธัมมสาโร ที่มีจิตเมตตาเอื้อเฟื้อข้อมูลโอวาทธรรมหลวงพ่อ และให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี
- ท่านผู้เป็นเจ้าของข้อมูลและภาพประกอบทั้งหลาย ทั้งจากเฟสบุคสำนักปฏิบัติธรรมดอยเทพเนรมิต อ. แม่อาย เชียงใหม่ และอื่นๆ
- ญาติธรรมทุกๆ ท่าน ที่มีจิตเมตตาช่วยถ่ายภาพสาขาแต่ละสาขา
- ช.ชวาลพิชญ์ ที่เอื้อเฟื้อ Link Youtube เผยแผ่เสียงธรรมหลวงพ่อ
... ขอให้ท่านทั้งหลาย จงมีสิทธิ์มีส่วนได้ ในบุญกุศลนี้ เหมือนกับท่านทั้งหลายได้กระทำด้วยตนเอง ทั้งสิ้นด้วย เทอญ ...